หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย (มาตรา 25–49)
ลองนึกถึงป้ายหน้าสวนสาธารณะสองแบบ แบบแรกเขียนว่า “อนุญาตให้เดิน วิ่ง และนั่ง” อีกแบบเขียนว่า “ห้ามเหยียบหญ้า” ป้ายแบบแรกทำให้ทุกอย่างที่ไม่ได้เขียนไว้กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ป้ายแบบที่สองทำให้ทุกอย่างที่ไม่ได้ห้ามไว้ทำได้ รัฐธรรมนูญ 2560 เลือกป้ายแบบที่สองตั้งแต่มาตราแรกของหมวดนี้ และทั้งหมวดคือการตอบคำถามเดียวว่า รัฐจะเข้ามาจำกัดเสรีภาพของคนได้เมื่อไร โดยใคร และต้องผ่านด่านอะไรบ้าง
ในบทนี้
- แผนที่ของหมวด: 25 มาตรา จัดเป็นกลุ่มได้
- มาตรา 25: ทุกอย่างที่ไม่ได้ห้าม ทำได้
- สิทธิที่ไม่ต้องรอกฎหมาย (มาตรา 25 วรรคสอง)
- มาตรา 26: ด่านตรวจของกฎหมายที่จำกัดสิทธิ
- ห้าด่านของมาตรา 26: “นิติ–พอดี–ศักดิ์ศรี–มีเหตุ–ทั่วไป”
- แม่แบบ “เสรีภาพ + ข้อยกเว้น”: มีสามระดับความแน่นหนา
- “ตัว–บ้าน–สาย” ต้องผ่านศาล
- มาตรา 27: เท่าเทียมไม่ได้แปลว่าเหมือนกันทุกกรณี
- มาตรา 29: กติกาของห้องพิจารณาคดีอาญา
- คดีกฎหมายขายตรง: เมื่อกฎหมายสันนิษฐานว่ากรรมการบริษัทผิดไว้ก่อน
- มาตรา 34–35: พูด เขียน สอน และสื่อ
- มาตรา 32: ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล
- มาตรา 37: ทรัพย์สินและการเวนคืน
- ประชาชนกับรัฐ: ข้อมูล ร้องเรียน ฟ้อง และสิทธิชุมชน (มาตรา 41, 43, 46)
- มาบตาพุด 2552: สิทธิชุมชนที่หยุดโครงการ 76 โครงการ
- รวมกลุ่ม ชุมนุม และตั้งพรรค (มาตรา 42, 44, 45)
- สิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิการ (มาตรา 47–48)
- สิทธิจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีประตูไปศาล: สี่ช่องทาง
- คดีทำแท้ง 2563: ร่างกายของหญิงกับการคุ้มครองชีวิตในครรภ์
- คดีสมรสเพศเดียวกัน 2564: แพ้ในศาล ชนะในสภา
- มาตรา 49: เส้นแดงและขั้นตอนตามตัวบท
- ที่มาของ “15 วัน”: คดีแก้รัฐธรรมนูญปี 2555 และช่องทางยื่นตรง
- มาตรา 49 กับการปราศรัยปี 2563
- พรรคก้าวไกล 2567: จากมาตรา 49 สู่การยุบพรรค
- ข้อถกเถียง: สิทธิที่กว้างบนกระดาษ กับข้อยกเว้นที่ยืดได้
- ตัวเลขที่ต้องจำในหมวด 3
- ทดสอบตัวเอง
แผนที่ของหมวด: 25 มาตรา จัดเป็นกลุ่มได้
หมวด 3 มี 25 มาตรา คือมาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… ถึงมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… อย่าจำทีละมาตรา ให้จำเป็นกลุ่ม แล้วค่อยเติมเลข
- กติกากลาง: มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… (หลักทั่วไป) และมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… (เงื่อนไขของกฎหมายที่จำกัดสิทธิ)
- ความเสมอภาค: มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐก…
- ร่างกายและกระบวนการยุติธรรม: มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ… ชีวิตและร่างกาย มาตรา 29 บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลา ที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนม… สิทธิในคดีอาญา มาตรา 30 การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ ห้ามเกณฑ์แรงงาน
- ความเชื่อ: มาตรา 31 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เสรีภาพในการถือศาสนา
- พื้นที่ส่วนตัว: มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโย… ความเป็นอยู่ส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ เคหสถาน มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆ การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัต… การติดต่อสื่อสาร
- การพูดและสื่อ: มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา… การแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ต… สื่อมวลชน
- ทรัพย์สินและชีวิตทางเศรษฐกิจ: มาตรา 37 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ห… ทรัพย์สินและการเวนคืน มาตรา 38 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู… การเดินทาง มาตรา 39 การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทย เข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้ การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จะกระทำมิได้ ห้ามเนรเทศและห้ามถอนสัญชาติโดยการเกิด มาตรา 40 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอ… การประกอบอาชีพ
- ประชาชนกับรัฐและการรวมกลุ่ม: มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชกา… ข้อมูลข่าวสาร ร้องเรียน และฟ้องรัฐ มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือ… การรวมกันเป็นสมาคม มาตรา 43 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี อันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ (๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญ… สิทธิชุมชน มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น การชุมนุม มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนด ให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่ว… พรรคการเมือง มาตรา 46 สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค องค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลัง ในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุ… ผู้บริโภค
- สวัสดิการ: มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สาธารณสุข มาตรา 48 สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครอง และช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ มารดา ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้
- เส้นแดง: มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… ห้ามใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง
สังเกตว่าหมวดเริ่มด้วยกติกากลางและปิดด้วยเส้นแดง ตรงกลางคือรายการเสรีภาพ โครงสร้างแบบนี้บอกวิธีอ่านทั้งหมวด เสรีภาพเป็นหลัก ข้อจำกัดเป็นข้อยกเว้นที่ต้องมีเหตุผล
มาตรา 25: ทุกอย่างที่ไม่ได้ห้าม ทำได้
มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… วรรคหนึ่งพูดสองเรื่องในประโยคเดียว เรื่องแรก สิทธิที่รัฐธรรมนูญเขียนคุ้มครองไว้เฉพาะ ได้รับความคุ้มครองแน่นอน เรื่องที่สองสำคัญกว่า การใดที่ไม่ได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น บุคคลย่อมทำได้และได้รับความคุ้มครอง
ทำไมต้องเขียนแบบนี้ เพราะรายการสิทธิไม่มีวันครบ ชีวิตเปลี่ยนเร็วกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าคุ้มครองเฉพาะสิ่งที่เขียนไว้ ทุกเทคโนโลยีใหม่ ทุกวิถีชีวิตใหม่ จะตกอยู่ในที่ว่างที่รัฐทำอะไรก็ได้ การกลับด้านให้ “เสรีภาพเป็นค่าตั้งต้น” ย้ายภาระพิสูจน์ไปไว้ที่รัฐ คนไม่ต้องหาว่ามีมาตราไหนอนุญาต รัฐต่างหากที่ต้องชี้ว่ามีกฎหมายไหนห้าม
แต่เสรีภาพแบบตั้งต้นนี้มีขอบ มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… วางไว้สามด้าน คือ ต้องไม่กระทบหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ต้องไม่กระทบความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น
วรรคที่เหลือของมาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… เป็นเครื่องมือใช้งาน - วรรคสอง: สิทธิที่รัฐธรรมนูญบอกว่า “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ใช้ได้เลยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายนั้น - วรรคสาม: คนที่ถูกละเมิดสิทธิ ยกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นใช้สิทธิทางศาลหรือต่อสู้คดีได้ - วรรคสี่: คนที่เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิ หรือจากการกระทำความผิดอาญาของคนอื่น มีสิทธิได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
โซ่เหตุผลจึงเป็นแบบนี้ เสรีภาพเป็นค่าตั้งต้น → รัฐต้องมีกฎหมายจึงจะจำกัดได้ → กฎหมายนั้นต้องผ่านเงื่อนไขของมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… → ถ้าไม่ผ่าน ขัดรัฐธรรมนูญและใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 5 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยใ…
สิทธิที่ไม่ต้องรอกฎหมาย (มาตรา 25 วรรคสอง)
หลายมาตราในหมวดนี้มีวลีต่อท้ายว่า “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” หรือ “ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” เช่น สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา 43 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี อันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ (๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญ… หรือสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารสาธารณะตามมาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชกา… วลีนี้มีไว้ให้สภาออกรายละเอียด เช่น ยื่นเรื่องที่ไหน ภายในกี่วัน
ปัญหาคือ ถ้าสภาไม่ออกกฎหมาย สิทธิจะค้างอยู่บนกระดาษหรือไม่ เหมือนได้กุญแจบ้านมาแต่ประตูยังไม่ได้ติดตั้ง มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… วรรคสองตอบว่าไม่ค้าง บุคคลหรือชุมชนใช้สิทธินั้นได้ทันทีตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ความเงียบของสภาจึงไม่ใช่การปิดประตู
สำหรับข้อสอบ ให้จำคู่กันว่า วรรคสองแก้ปัญหา “สิทธิรอกฎหมาย” ส่วนวรรคสามแก้ปัญหา “สิทธิที่ไม่มีช่องทางไปศาล” ทั้งสองวรรคทำหน้าที่เดียวกัน คือทำให้สิทธิในรัฐธรรมนูญใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ประกาศเจตนา
มาตรา 26: ด่านตรวจของกฎหมายที่จำกัดสิทธิ
ถ้ามาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… บอกว่ารัฐต้องมีกฎหมายจึงจำกัดสิทธิได้ มาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… บอกว่ากฎหมายนั้นต้องหน้าตาแบบไหน
ขั้นแรก ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนเงื่อนไขไว้เฉพาะ ต้องทำตามนั้น เช่น มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา… บอกว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ สิทธิของผู้อื่น ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือสุขภาพของประชาชน เหตุอื่นใช้ไม่ได้
ขั้นที่สอง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเงื่อนไขไว้ กฎหมายนั้นยังต้องผ่านด่านกลาง - ไม่ขัดหลักนิติธรรม - ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ (หลักความได้สัดส่วน: ใช้ค้อนให้เหมาะกับขนาดตะปู) - ไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งมาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน รับรองไว้แล้ว - ต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิไว้ในกฎหมาย
ขั้นที่สาม กฎหมายต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป ห้ามเขียนเจาะจงกรณีใดกรณีหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง เหตุผลง่ายมาก กรรมการฟุตบอลออกกฎว่า “ห้ามยิงจากนอกกรอบ” ได้ แต่ออกกฎว่า “ห้ามหมายเลข 10 ของทีมเยือนยิงประตู” ไม่ได้ กฎที่เล็งคนคนเดียวไม่ใช่กฎ แต่เป็นการตัดสินคดีโดยไม่ผ่านศาล
ข้อยกเว้นที่ต้องรู้: มาตรา 37 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ห… วรรคท้ายบอกว่า กฎหมายเวนคืนที่ระบุเจาะจงที่ดินหรือเจ้าของตามความจำเป็น ไม่ถือว่าขัดมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… วรรคสอง เพราะการเวนคืนเพื่อสร้างถนนสายหนึ่ง ย่อมต้องระบุแปลงที่ดินเป็นธรรมดา
เปรียบเทียบกับฉบับก่อน: รัฐธรรมนูญ 2550 ใช้ถ้อยคำว่ากฎหมายจำกัดสิทธิจะกระทบ “สาระสำคัญแห่งสิทธิ” ไม่ได้ ฉบับ 2560 ไม่ได้ใช้คำนั้นในมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… แต่ใช้ชุดเงื่อนไขข้างบน คือนิติธรรม ความได้สัดส่วน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถ้าเจอข้อสอบที่ถามถ้อยคำของมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… ให้ยึดถ้อยคำปัจจุบัน
ห้าด่านของมาตรา 26: “นิติ–พอดี–ศักดิ์ศรี–มีเหตุ–ทั่วไป”
ท่องเป็นจังหวะว่า “นิติ พอดี ศักดิ์ศรี มีเหตุ ทั่วไป”
- นิติ = ไม่ขัดหลักนิติธรรม
- พอดี = ไม่จำกัดเกินสมควรแก่เหตุ
- ศักดิ์ศรี = ไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- มีเหตุ = ต้องระบุเหตุผลความจำเป็นไว้
- ทั่วไป = ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่เจาะจงคนหรือกรณี
ห้าคำนี้เรียงตามคำถามที่ศาลจะถามกฎหมายฉบับหนึ่ง: ชอบด้วยหลักไหม แรงเกินไปไหม เหยียบศักดิ์ศรีคนไหม บอกเหตุผลไหม และเล็งใครเป็นพิเศษไหม
แม่แบบ “เสรีภาพ + ข้อยกเว้น”: มีสามระดับความแน่นหนา
อ่านหมวด 3 ไปเรื่อย ๆ จะเห็นประโยคแม่แบบซ้ำ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพใน... การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่...” ความต่างอยู่ที่คำหลัง “เว้นแต่” ซึ่งแบ่งได้สามระดับ
ระดับแรก ต้องมีคำสั่งหรือหมายศาล หรือมีเหตุอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ใช้กับพื้นที่ใกล้ตัวที่สุดสามแห่ง คือ ร่างกาย (การจับและคุมขังตามมาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ…) บ้าน (การเข้าและค้นเคหสถานตามมาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ) และการสื่อสาร (การตรวจ กัก หรือเปิดเผยข้อมูลที่คนสื่อสารถึงกันตามมาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆ การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัต…) เหตุผลคือ สามพื้นที่นี้ถ้าถูกบุกรุกแล้ว ความเสียหายเกิดทันทีและเรียกคืนไม่ได้ จึงต้องให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นคนกลางดูก่อนเป็นหลัก ส่วน “เหตุอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ” คือกรณีอย่างความผิดซึ่งหน้า ที่รอหมายไม่ทัน
ระดับที่สอง จำกัดได้โดยกฎหมาย แต่เฉพาะเพื่อเหตุที่รัฐธรรมนูญระบุ เช่น การแสดงความคิดเห็น (มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา…) การเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ (มาตรา 38 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู…) การประกอบอาชีพ (มาตรา 40 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอ…) การรวมกันเป็นสมาคม (มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือ…) และการชุมนุม (มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น) สภาจำกัดได้ แต่ต้องอ้างเหตุที่อยู่ในรายการ เช่น การเดินทางจำกัดได้เพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง สถานภาพของครอบครัว หรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์
ระดับที่สาม ห้ามเด็ดขาด ไม่มีคำว่า “เว้นแต่” หรือมีแค่ข้อยกเว้นแคบมาก - การทรมาน ทารุณกรรม หรือลงโทษอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม (มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ… วรรคสาม) - การเนรเทศคนสัญชาติไทย การห้ามคนสัญชาติไทยเข้าประเทศ และการถอนสัญชาติของคนที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (มาตรา 39 การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทย เข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้ การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จะกระทำมิได้) - การสั่งปิดสื่อเพื่อลิดรอนเสรีภาพ (มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ต… วรรคสอง) - การเกณฑ์แรงงาน ทำได้เฉพาะกรณีภัยพิบัติสาธารณะ สถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก หรือภาวะสงคราม (มาตรา 30 การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ)
หลักคิดที่ใช้ได้ทั้งหมวด: ยิ่งความเสียหายแก้คืนไม่ได้มากเท่าไร ด่านยิ่งแน่นหนาเท่านั้น
“ตัว–บ้าน–สาย” ต้องผ่านศาล
สามพื้นที่ที่ต้องมีคำสั่งหรือหมายศาลเป็นหลัก ท่องว่า “ตัว บ้าน สาย”
- ตัว = จับ คุมขัง (มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ…)
- บ้าน = เข้าหรือค้นเคหสถาน (มาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ)
- สาย = ดักฟัง ตรวจ หรือเปิดเผยการสื่อสาร (มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆ การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัต…)
จำเลขเป็นทางเดิน 28 → 33 → 36 ตัวเราเดินเข้าบ้านแล้วยกหูโทรศัพท์ ระยะห่างของเลขเพิ่มขึ้นตามระยะห่างจากตัว
มาตรา 27: เท่าเทียมไม่ได้แปลว่าเหมือนกันทุกกรณี
มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐก… มีห้าวรรค และแต่ละวรรคตอบคำถามคนละข้อ
- วรรคหนึ่ง: บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
- วรรคสอง: ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
- วรรคสาม: ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่าง เช่น ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม ความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ “หรือเหตุอื่นใด” คำสุดท้ายนี้ทำให้รายการเปิด ไม่ใช่รายการปิด
- วรรคสี่: มาตรการที่รัฐทำเพื่อขจัดอุปสรรค หรือเพื่อคุ้มครองเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
- วรรคห้า: ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานขององค์กรของรัฐ มีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนทั่วไป เว้นแต่กฎหมายจำกัดไว้เฉพาะเรื่องการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม
วรรคสี่คือหัวใจของการเข้าใจความเท่าเทียม ทางลาดหน้าอาคารราชการไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนนั่งรถเข็น มันคือการทำให้เขาเดินเข้าประตูเดียวกับทุกคนได้ ความเท่าเทียมจึงวัดที่ผลว่าคนเข้าถึงสิทธิได้เท่ากันไหม ไม่ได้วัดที่การปฏิบัติเหมือนกันเป๊ะ
คำว่า “โดยไม่เป็นธรรม” ในวรรคสามก็สำคัญ กฎหมายแยกแยะคนได้ตลอดเวลา เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำในการขับรถ สิ่งที่ห้ามคือการแยกแยะที่ไม่มีเหตุผลรองรับ
มาตรา 29: กติกาของห้องพิจารณาคดีอาญา
มาตรา 29 บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลา ที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนม… คือรายการกติกาที่ทำให้การดำเนินคดีอาญาเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม แทนที่จะเป็นการไล่ล่า
- ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายในเวลาที่ทำ: คนจะต้องรับโทษอาญาก็ต่อเมื่อกฎหมายที่ใช้อยู่ตอนทำบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษต้องไม่หนักกว่าที่กฎหมายตอนนั้นกำหนด กฎกติกาต้องประกาศก่อนเริ่มเกม
- สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์: ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องถือว่าไม่มีความผิด จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด และห้ามปฏิบัติต่อเขาเหมือนผู้กระทำผิดก่อนถึงตอนนั้น
- ควบคุมตัวเท่าที่จำเป็นเพื่อกันหลบหนี: การขังไม่ใช่การลงโทษล่วงหน้า
- ห้ามบังคับให้ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง: รัฐต้องหาหลักฐานเอง ไม่ใช่บีบให้คนพูดปรักปรำตัวเอง
- คำขอประกันต้องได้รับการพิจารณา ห้ามเรียกหลักประกันเกินควร และการไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
เหตุผลรวมของทั้งมาตราคือ รัฐมีตำรวจ อัยการ งบประมาณ และเวลา คนคนเดียวไม่มี กติกาเหล่านี้คือการให้แต้มต่อแก่ฝ่ายที่อ่อนกว่า เพื่อให้ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด คือการลงโทษคนบริสุทธิ์ เกิดยากที่สุด
คดีกฎหมายขายตรง: เมื่อกฎหมายสันนิษฐานว่ากรรมการบริษัทผิดไว้ก่อน
ปี 2555 คดีหนึ่งจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ บริษัทขายตรงแห่งหนึ่งถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 และผู้บริหารของบริษัทถูกฟ้องด้วยในฐานะผู้บริหาร เพราะ ม. 54 ของกฎหมายฉบับนั้นมีบทสันนิษฐานว่า เมื่อนิติบุคคลทำผิด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากรรมการผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบการดำเนินงานร่วมทำผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีส่วน
จำเลยโต้แย้งว่าบทสันนิษฐานนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติส่วนนั้นขัดหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ 2550 เหตุผลคือ บทสันนิษฐานแบบนี้ไม่ได้ให้โจทก์พิสูจน์ว่าคนคนนั้นทำอะไร แค่มีตำแหน่งก็ถือว่าผิด แล้วโยนภาระให้จำเลยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นการกลับด้านกติกาของคดีอาญา
ทำไมคดีนี้สำคัญ เพราะกฎหมายไทยหลายสิบฉบับในตอนนั้นมีบทสันนิษฐานแบบเดียวกัน คำวินิจฉัยนี้จึงกระทบเป็นวงกว้าง และต่อมาในปี 2560 มีการตรากฎหมายแก้ไขบทบัญญัติลักษณะนี้รวดเดียวหลายฉบับ คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 หลักใหม่คือ โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าผู้บริหารคนนั้นสั่งการหรือละเว้นจนเกิดความผิด ตำแหน่งอย่างเดียวไม่พอ
หลักนี้ยังอยู่ครบในมาตรา 29 บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลา ที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนม… ของรัฐธรรมนูญ 2560 คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า สิทธิในรัฐธรรมนูญเปลี่ยนกฎหมายธรรมดาได้จริงอย่างไร
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2555
มาตรา 34–35: พูด เขียน สอน และสื่อ
มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา… คุ้มครองการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายวิธีอื่น จำกัดได้โดยกฎหมายเฉพาะเพื่อสี่เหตุ คือ ความมั่นคงของรัฐ สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี และสุขภาพของประชาชน
วรรคสองของมาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา… คุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องจำให้แม่น การใช้เสรีภาพทางวิชาการต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดี และต้อง “เคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น” เงื่อนไขข้อหลังน่าสนใจ เพราะผูกเสรีภาพของนักวิชาการไว้กับหน้าที่เปิดพื้นที่ให้คนเห็นต่างด้วย
มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ต… ว่าด้วยสื่อมวลชน และเป็นมาตราที่ละเอียดที่สุดมาตราหนึ่งในหมวดนี้ - คนทำสื่อมีเสรีภาพเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมวิชาชีพ - ห้ามสั่งปิดสื่อเพื่อลิดรอนเสรีภาพ - ห้ามบังคับให้ส่งข่าวให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนเผยแพร่ ยกเว้นในภาวะสงคราม - เจ้าของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องมีสัญชาติไทย - รัฐห้ามให้เงินหรือทรัพย์สินอุดหนุนสื่อเอกชน - หน่วยงานรัฐที่จ่ายเงินให้สื่อ เช่นค่าโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและประกาศให้ประชาชนทราบ - เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานสื่อมีเสรีภาพเช่นกัน แต่ต้องคำนึงถึงภารกิจของหน่วยงานตัวเอง
ทำไมต้องเขียนเรื่องเงินไว้ถึงขนาดนี้ เพราะการปิดปากสื่อไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจล็อกโรงพิมพ์ ใช้งบโฆษณาก็ได้ สื่อที่รายได้หลักมาจากหน่วยงานรัฐจะวิจารณ์หน่วยงานนั้นยากขึ้นเอง กฎเรื่องการเปิดเผยเงินจึงเป็นการทำให้เชือกที่มองไม่เห็นกลายเป็นเชือกที่มองเห็น
มาตรา 32: ความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโย… คุ้มครองความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว และเพิ่มเรื่องที่ฉบับเก่าไม่ได้เน้นเท่า คือ การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าทางใด ทำไม่ได้ เว้นแต่มีกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ลองคิดถึงเบอร์โทรศัพท์ที่คุณให้ร้านค้าไว้รับแต้มสะสม แล้ววันหนึ่งมีบริษัทประกันที่ไม่เคยรู้จักโทรมา คำถามว่า “ใครเอาข้อมูลไป และมีสิทธิอะไร” คือคำถามของมาตรานี้ กฎหมายที่ทำหน้าที่ลงรายละเอียดเรื่องนี้คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
สังเกตคำว่า “เพียงเท่าที่จำเป็น” ซึ่งเป็นหลักความได้สัดส่วนแบบเดียวกับมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… ปรากฏอยู่ในตัวมาตราอีกชั้นหนึ่ง
มาตรา 37: ทรัพย์สินและการเวนคืน
สมมติกรมทางหลวงจะตัดถนนผ่านสวนทุเรียนที่ครอบครัวหนึ่งปลูกมาสามรุ่น มาตรา 37 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ห… คือกติกาของเหตุการณ์นี้ทั้งหมด
- สิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดกได้รับคุ้มครอง ขอบเขตและการจำกัดเป็นไปตามกฎหมาย
- การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทำได้เฉพาะโดยกฎหมาย และเฉพาะเพื่อสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
- ต้องจ่ายค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควร แก่เจ้าของและผู้ทรงสิทธิที่เสียหาย โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน และประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้จากการเวนคืนนั้น (เช่น ที่ดินแปลงที่เหลือราคาขึ้นเพราะติดถนนใหม่)
- เวนคืนได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
- กฎหมายเวนคืนต้องระบุวัตถุประสงค์และระยะเวลาเข้าใช้ให้ชัด
- ถ้าไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่กำหนด หรือมีที่เหลือจากการใช้ และเจ้าของเดิมหรือทายาทต้องการคืน ต้องคืนให้
- กฎหมายเวนคืนที่ระบุเจาะจงที่ดินหรือเจ้าของ ไม่ถือว่าขัดมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… วรรคสอง
ตรรกะของกติกาข้อ “ต้องคืน” ตรงไปตรงมา รัฐเอาที่ดินไปได้เพราะมีเหตุผลสาธารณะ ถ้าเหตุผลนั้นหายไป อำนาจที่อาศัยเหตุผลนั้นก็ต้องหายไปด้วย เหมือนเพื่อนบ้านยืมบันไดไปซ่อมหลังคา ซ่อมเสร็จแล้วก็ต้องเอามาคืน ไม่ใช่เก็บไว้เผื่อใช้วันหน้า
ประชาชนกับรัฐ: ข้อมูล ร้องเรียน ฟ้อง และสิทธิชุมชน (มาตรา 41, 43, 46)
มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชกา… ให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิสามอย่างต่อรัฐ เรียงตามลำดับความแรง - รู้: ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่หน่วยงานรัฐถืออยู่ ตามที่กฎหมายบัญญัติ - บอก: เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลโดยรวดเร็ว - ฟ้อง: ฟ้องหน่วยงานรัฐให้รับผิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่
มาตรา 43 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี อันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ (๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญ… เป็นสิทธิชุมชน ชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม จัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน เข้าชื่อเสนอแนะให้รัฐทำหรืองดเว้นการกระทำที่กระทบชุมชนแล้วได้รับแจ้งผลโดยรวดเร็ว และจัดระบบสวัสดิการของชุมชนเอง โดยมีสิทธิร่วมกับท้องถิ่นหรือรัฐในการทำเรื่องเหล่านี้ด้วย
มาตรา 46 สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค องค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลัง ในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุ… คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ให้รวมกันตั้งองค์กรผู้บริโภค และให้องค์กรเหล่านั้นรวมกันเป็นองค์กรอิสระที่รัฐสนับสนุนได้ กฎหมายที่ตามมาคือพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562
ทำไมชุมชนต้องมีสิทธิเป็นกลุ่ม ไม่ใช่แค่สิทธิรายคน เพราะความเสียหายบางอย่างเป็นของส่วนรวม แม่น้ำที่เน่าไม่ได้เป็นของใครคนเดียว ถ้าต้องรอให้เจ้าของที่ดินทีละรายพิสูจน์ความเสียหายของตัวเอง ก็จะไม่มีใครพูดแทนแม่น้ำ
มาบตาพุด 2552: สิทธิชุมชนที่หยุดโครงการ 76 โครงการ
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในจังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องมลพิษมานาน รัฐธรรมนูญ 2550 ม. 67 วรรคสอง กำหนดว่าโครงการที่อาจกระทบชุมชนอย่างรุนแรง ต้องศึกษาผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รับฟังความคิดเห็น และให้องค์การอิสระให้ความเห็นก่อน แต่หลายปีผ่านไป กลไกเหล่านี้ยังไม่ครบ ขณะที่โครงการก็ได้รับอนุมัติต่อไป
ชาวบ้านและองค์กรสิ่งแวดล้อมฟ้องศาลปกครอง วันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับ 76 โครงการไว้ก่อน วันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดให้บางโครงการ (11 โครงการ) เดินหน้าได้ ส่วนที่เหลือต้องรอจนกว่าจะทำตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ต่อมาโครงการส่วนใหญ่กลับมาเดินหน้าหลังทำการศึกษาและขั้นตอนครบ
บทเรียนมีสองด้าน ด้านหนึ่ง สิทธิในรัฐธรรมนูญมีผลจริง แม้รัฐยังทำกลไกไม่ครบ ศาลก็ไม่ยอมให้ความล่าช้าของรัฐกลายเป็นข้ออ้างข้ามขั้นตอน อีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจและนักลงทุนชี้ว่าความไม่แน่นอนแบบนี้มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ 2560 นำเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไปเขียนเป็นหน้าที่ของรัฐในมาตรา 58 การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมี ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสีย สำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษา และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล… และให้สิทธิประชาชนได้รับข้อมูลและคำชี้แจงก่อนรัฐอนุญาต
รวมกลุ่ม ชุมนุม และตั้งพรรค (มาตรา 42, 44, 45)
มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือ… คุ้มครองการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น จำกัดได้โดยกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือเพื่อป้องกันการกีดกันหรือผูกขาด
มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น คุ้มครองการชุมนุม มีคุณสมบัติสองคำที่ต้องจำ คือ “โดยสงบ” และ “ปราศจากอาวุธ” การชุมนุมที่ขาดสองคุณสมบัตินี้อยู่นอกการคุ้มครองตั้งแต่ต้น ส่วนการชุมนุมที่สงบและไม่มีอาวุธ จำกัดได้โดยกฎหมายเพื่อความมั่นคง ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือสิทธิของผู้อื่น กฎหมายที่ใช้จัดระเบียบเรื่องนี้ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนด ให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่ว… ให้เสรีภาพรวมกันตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้กฎหมายพรรคการเมืองต้องมีอย่างน้อยสี่เรื่อง คือ การบริหารพรรคต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้ สมาชิกต้องมีส่วนร่วมกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและส่งผู้สมัคร พรรคต้องเป็นอิสระไม่ถูกคนนอกพรรคครอบงำหรือชี้นำ และต้องมีมาตรการกำกับไม่ให้สมาชิกทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ข้อ “ห้ามคนนอกครอบงำ” มีเหตุผลชัด ถ้าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสั่งพรรคได้ สมาชิกก็เป็นแค่ฉากหน้า และผู้สั่งการตัวจริงไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อผู้เลือกตั้งเลย
สิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิการ (มาตรา 47–48)
มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วางสามชั้น - ทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ - ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ - ทุกคนมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ชั้นที่สามไม่มีเงื่อนไขเรื่องฐานะ เพราะโรคระบาดไม่ถามรายได้ ถ้าคนจนเข้าถึงวัคซีนไม่ได้ คนรวยก็ไม่ปลอดภัย การป้องกันโรคจึงเป็นสินค้าสาธารณะ
มาตรา 48 สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครอง และช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ คุ้มครองมารดาช่วงก่อนและหลังคลอด และให้คนอายุเกินหกสิบปีที่รายได้ไม่พอยังชีพ รวมทั้งผู้ยากไร้ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้สังเกตว่าสิทธิด้านสวัสดิการหลายเรื่อง เช่น การศึกษา 12 ปี และระบบสาธารณสุขที่ทั่วถึง ถูกย้ายไปเขียนเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ในหมวด 5 (มาตรา 54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โ… และ 55) เรื่องนี้มีที่มาและข้อถกเถียง ซึ่งอธิบายไว้ในบทถัดไป
สิทธิจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีประตูไปศาล: สี่ช่องทาง
เขียนสิทธิไว้สวยแค่ไหน ถ้าไม่มีใครบังคับใช้ได้ก็เป็นแค่ป้ายประกาศ รัฐธรรมนูญจึงเปิดหลายประตู
- ประตูที่ 1 ยกรัฐธรรมนูญขึ้นในศาลใดก็ได้ (มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… วรรคสาม) ทั้งฟ้องและต่อสู้คดี
- ประตูที่ 2 ส่งเรื่องจากศาลที่พิจารณาคดีอยู่ (มาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้…) ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งว่ากฎหมายที่จะใช้กับคดีขัดรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคำวินิจฉัยเรื่องนั้น ศาลต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างนั้นพิจารณาต่อได้แต่ต้องรอพิพากษา
- ประตูที่ 3 ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ) คนที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพยื่นได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวางตัวกรองไว้ เช่น โดยหลักต้องใช้ช่องทางอื่นก่อน และบางเรื่องยื่นทางนี้ไม่ได้
- ประตูที่ 4 ผู้ตรวจการแผ่นดิน (มาตรา 231 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๓๐ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้เมื่อเห็นว่ามีกรณี ดังต่อไปนี้ (๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่อง พร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชัก…) เสนอเรื่องกฎหมายที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือเสนอเรื่องกฎ คำสั่ง หรือการกระทำของหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครอง
ประตูที่ 3 เป็นของใหม่ในระดับที่ทำให้ “คนธรรมดา” เข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญได้กว้างขึ้น แต่ตัวกรองก็มีเหตุผล ศาลมีตุลาการ 9 คน ถ้าเปิดรับทุกเรื่อง ศาลจะจมอยู่ใต้กองคำร้องจนคดีที่สำคัญจริงต้องรอ
ตัวกรองที่ชัดเจนที่สุดคือ “ผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน” ผู้ที่จะยื่นคำร้องตามมาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องใช้สิทธิร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำสั่งไม่รับคำร้อง หรือไม่มีคำสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง จึงยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ (มาตรา 46 สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค องค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลัง ในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุ… วรรคสองของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561) กฎนี้ตอบคำถามข้อสอบที่ชอบถามบ่อย ได้แก่ “ใครเป็นช่องทางแรก” และ “รอนานแค่ไหนจึงยื่นศาลได้”
ผลของคำวินิจฉัยที่ควรจำ (มาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้… วรรคท้าย): คำวินิจฉัยใช้ได้กับคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ยกเว้นคดีอาญา ถ้ากฎหมายอาญาที่ใช้ลงโทษถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าผู้ถูกลงโทษไม่เคยกระทำผิด ถ้ายังรับโทษอยู่ให้ปล่อยตัว แต่เรียกค่าชดเชยไม่ได้
คดีทำแท้ง 2563: ร่างกายของหญิงกับการคุ้มครองชีวิตในครรภ์
ก่อนปี 2564 ประมวลกฎหมายอาญาม. 301 กำหนดให้หญิงที่ทำให้ตัวเองแท้งลูก หรือยอมให้คนอื่นทำ เป็นความผิดอาญา ข้อยกเว้นมีแคบมาก ผลในชีวิตจริงคือผู้หญิงจำนวนมากหันไปหาคลินิกเถื่อนที่เสี่ยงต่อชีวิต
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญาม. 301 ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะจำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของหญิงตามมาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ… เกินจำเป็น เหตุผลของศาลคือ รัฐต้องชั่งน้ำหนักสองฝั่ง คือสิทธิของหญิงในเนื้อตัวร่างกาย กับการคุ้มครองชีวิตในครรภ์ การลงโทษทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ เท่ากับให้น้ำหนักฝั่งเดียวทั้งหมด ศาลให้เวลาสภาแก้กฎหมายภายใน 360 วัน และชี้ว่าอายุครรภ์อาจใช้เป็นเกณฑ์แบ่งได้
สภาแก้ไขทันกำหนด พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2564 หญิงยุติการตั้งครรภ์ได้เมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และระหว่าง 12 ถึง 20 สัปดาห์ทำได้หลังรับคำปรึกษาตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
คดีนี้สอนสามเรื่อง หนึ่ง หลักความได้สัดส่วนตามมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… ใช้งานได้จริง กฎหมายที่ลงโทษแบบเหมารวมไม่ผ่าน สอง ศาลไม่ได้เขียนกฎหมายใหม่เอง แต่ส่งงานคืนให้สภาพร้อมกำหนดเวลา ซึ่งเคารพการแบ่งแยกอำนาจ สาม ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่คนในสังคมเห็นต่างกันโดยสุจริต ทั้งฝ่ายที่เน้นสิทธิของผู้หญิงและฝ่ายที่เน้นชีวิตในครรภ์ เส้น 12 และ 20 สัปดาห์คือคำตอบเชิงประนีประนอมที่สภาเลือก ไม่ใช่คำตอบเดียวที่เป็นไปได้
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2563
คดีสมรสเพศเดียวกัน 2564: แพ้ในศาล ชนะในสภา
ปี 2563 คู่รักหญิงคู่หนึ่งไปขอจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขต นายทะเบียนปฏิเสธ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ม. 1448 รับรองการสมรสระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น ทั้งคู่ฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และขอให้ศาลส่งประเด็นไปศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้… ว่าม. 1448 ขัดหลักความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าม. 1448 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่มีข้อเสนอแนะให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรากฎหมายรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลหลากหลายทางเพศให้เหมาะสม ศาลมองว่าการสมรสตามกฎหมายเดิมมีวัตถุประสงค์และลักษณะเฉพาะ และการขยายความหมายเป็นเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรตัดสินใจ
เมื่อคำวินิจฉัยฉบับเต็มเผยแพร่ ถ้อยคำในเหตุผลบางส่วนถูกวิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม เช่น iLaw ว่ามีลักษณะตีตราคนหลากหลายทางเพศ ขณะที่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับผลคำวินิจฉัยมองว่าศาลทำถูกที่ไม่ก้าวล่วงไปออกแบบสถาบันครอบครัวแทนสภา
เรื่องจบที่สภา ปี 2567 รัฐสภาผ่านกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่รู้จักกันในชื่อ “สมรสเท่าเทียม” และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มกราคม 2568 ทำให้บุคคลสองคนไม่ว่าเพศใดจดทะเบียนสมรสได้
บทเรียนเชิงระบบ: การแพ้คดีรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าสิทธิจบ ศาลตอบคำถามว่า “กฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่” ส่วนคำถามว่า “กฎหมายควรเป็นแบบไหน” เป็นของสภาและผู้เลือกตั้ง ทั้งสองเวทีทำงานคนละแบบ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2564
มาตรา 49: เส้นแดงและขั้นตอนตามตัวบท
มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… มีสี่วรรค อ่านเป็นขั้นตอนได้
- วรรคหนึ่ง (ข้อห้าม): บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้
- วรรคสอง (ช่องทางหลัก): ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำนั้น
- วรรคสาม (ช่องทางสำรอง): ถ้าอัยการสูงสุดสั่งไม่รับดำเนินการ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับคำร้อง ผู้ร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้
- วรรคสี่ (ไม่ทับกัน): การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำ
เหตุผลเบื้องหลังเป็นแนวคิดที่หลายประเทศใช้ บางครั้งเรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ป้องกันตนเองได้” คือ รัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายตัวรัฐธรรมนูญเอง เสรีภาพที่ได้มาจากระบอบ จะใช้รื้อระบอบนั้นไม่ได้
สังเกตสามเรื่องของการออกแบบ หนึ่ง ผลตามมาตรานี้คือคำสั่ง “ให้เลิกการกระทำ” ไม่ใช่การลงโทษ การลงโทษเป็นเรื่องของคดีอาญาแยกต่างหาก สอง อัยการสูงสุดทำหน้าที่เป็นด่านกรองคำร้อง สาม ด่านกรองนั้นมีเพดานเวลา 15 วัน ถ้าด่านเงียบหรือปฏิเสธ ผู้ร้องไปต่อเองได้
จุดที่ต้องจำคือตัวเลข 15 วัน และลำดับว่ายื่นต่อใครก่อน คำตอบคืออัยการสูงสุดก่อน แล้วจึงศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มาของ “15 วัน”: คดีแก้รัฐธรรมนูญปี 2555 และช่องทางยื่นตรง
รัฐธรรมนูญ 2550 มีม. 68 ซึ่งเป็นต้นแบบของมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… ในปัจจุบัน ถ้อยคำเดิมให้ผู้ทราบการกระทำเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการตรวจสอบและยื่นคำร้องต่อศาล ศาลรัฐธรรมนูญเคยปฏิบัติว่าต้องผ่านอัยการก่อน
ปี 2555 รัฐบาลในขณะนั้นเสนอแก้ม. 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายคัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงตามม. 68 ศาลรับคำร้อง โดยตีความว่าม. 68 เปิดสองทาง คือผ่านอัยการ หรือยื่นตรงต่อศาลก็ได้ ในที่สุดศาลวินิจฉัยว่าการแก้ไขนั้นยังไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่มีความเห็นว่าการจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับควรถามประชาชนผ่านประชามติก่อน
นักวิชาการหลายคนวิจารณ์การตีความเรื่องช่องทางยื่นตรง เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง (Khemthong Tonsakulrungruang) เขียนว่าการเปิดให้ยื่นตรงขัดทั้งถ้อยคำ เจตนารมณ์เดิม และแนวที่ศาลเคยปฏิบัติ และเปิดทางให้ศาลเข้าไปตรวจสอบกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเดิมไม่ได้อยู่ในช่องทางนี้ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับศาลมองว่า ในเรื่องเร่งด่วนที่กระทบระบอบ ไม่ควรให้การตัดสินใจของคนคนเดียวเป็นตัวปิดประตูศาล
รัฐธรรมนูญ 2560 แก้ความกำกวมนี้ด้วยการเขียนให้ชัด อัยการสูงสุดก่อน แต่ถ้าอัยการปฏิเสธหรือเงียบเกิน 15 วัน ยื่นตรงได้ นี่คือตัวอย่างที่ดีว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มักเป็นคำตอบต่อข้อพิพาทในฉบับก่อน
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555
มาตรา 49 กับการปราศรัยปี 2563
วันที่ 10 สิงหาคม 2563 มีการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีการปราศรัยเสนอข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ร้องรายหนึ่งยื่นคำร้องตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… ว่าการปราศรัยของแกนนำ เช่น อานนท์ นำภา ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… วรรคหนึ่ง และสั่งให้บุคคลทั้งสาม รวมถึงกลุ่มและเครือข่าย เลิกการกระทำดังกล่าวในอนาคต เหตุผลของศาลโดยสรุปคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ผูกพันอยู่กับความเป็นชาติไทย และเมื่อพิจารณาการปราศรัยประกอบกับพฤติการณ์ของการชุมนุมโดยรวม ศาลเห็นว่าเกินกว่าการเสนอความเห็นตามปกติ
ฝ่ายวิจารณ์ เช่น iLaw ตั้งข้อสังเกตเชิงกระบวนการ เช่น ศาลไม่ได้เปิดให้ไต่สวนพยานที่ฝ่ายผู้ถูกร้องขอ และข้อเท็จจริงบางส่วนที่ศาลอ้างไม่ได้ระบุที่มาให้ชัด และมองว่าคำวินิจฉัยขยายความหมายของ “การล้มล้าง” ให้ครอบคลุมการเสนอให้ปฏิรูป ฝ่ายที่เห็นด้วยกับศาลมองว่ามาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… มีไว้หยุดการกระทำก่อนจะเกิดความเสียหายต่อระบอบ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นก่อน
สิ่งที่ควรเข้าใจในทางกฎหมาย: คำวินิจฉัยตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… เป็นคำสั่งให้เลิกการกระทำ ไม่ใช่คำพิพากษาลงโทษ ส่วนคดีอาญาของบุคคลเหล่านี้ดำเนินไปในศาลยุติธรรมแยกต่างหาก ตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… วรรคสี่
พรรคก้าวไกล 2567: จากมาตรา 49 สู่การยุบพรรค
พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2566 และมีนโยบายหาเสียงเรื่องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาม. 112 รวมถึงเคยเสนอร่างแก้ไขต่อสภา ผู้ร้องรายหนึ่งยื่นคำร้องตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ…
วันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่า การเสนอร่างแก้ไขและการใช้เรื่องนี้หาเสียงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… และสั่งให้เลิกการกระทำ รวมทั้งห้ามแก้ไข ม. 112 โดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่ชอบ ศาลให้เหตุผลว่าการแก้ไขที่เสนอมุ่งลดการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และการนำไปหาเสียงเป็นการใช้สถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ขั้นต่อมาไม่ได้อยู่ในมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… แต่อยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งอาศัยคำวินิจฉัยนี้ยื่นขอให้ยุบพรรค และวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคชุดที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 10 ปี สมาชิกที่เหลือย้ายไปพรรคใหม่ คือพรรคประชาชน
ฝ่ายวิจารณ์ รวมถึงนักวิชาการกฎหมายและองค์กรต่างประเทศจำนวนหนึ่ง มองว่าการเสนอแก้กฎหมายผ่านสภาเป็นกระบวนการประชาธิปไตยโดยตรง การตีความว่าเป็นการล้มล้างจึงทำให้บางประเด็นถูกปิดไม่ให้อภิปรายในสภาเลย และเชื่อมโยงกับข้อวิจารณ์เรื่อง “ตุลาการภิวัตน์” ที่ศาลเข้ามามีบทบาทชี้ขาดทางการเมือง ฝ่ายที่เห็นด้วยกับศาลมองว่าการคุ้มครองสถาบันเป็นแกนของระบอบตามมาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และการใช้เรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงเสี่ยงต่อการสร้างความแตกแยก
สิ่งที่ต้องเข้าใจเชิงระบบ: มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… ให้ได้เพียงคำสั่งให้เลิกการกระทำ แต่เมื่อคำวินิจฉัยนั้นไปเชื่อมกับกฎหมายพรรคการเมือง ผลก็ขยายไปถึงการยุบพรรคได้ การอ่านรัฐธรรมนูญจึงต้องอ่านคู่กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเสมอ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567
ข้อถกเถียง: สิทธิที่กว้างบนกระดาษ กับข้อยกเว้นที่ยืดได้
ฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน) ชี้ว่าฉบับ 2560 ให้สิทธิแก่ประชาชนไม่น้อยกว่าฉบับก่อน และบางด้านมากกว่า เพราะหลักทุกอย่างที่ไม่ห้ามทำได้ (มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ…) สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่ต้องรอกฎหมาย และช่องทางยื่นคำร้องตรงตามมาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้การย้ายสวัสดิการบางเรื่องไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ทำให้รัฐต้องลงมือเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเรียกร้อง
ฝ่ายวิจารณ์ เช่น iLaw และนักวิชาการกฎหมายมหาชนจำนวนหนึ่ง ชี้สามจุด หนึ่ง ข้อยกเว้นอย่าง “ความมั่นคงของรัฐ” และ “ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” กว้างจนสภาหรือรัฐบาลอ้างได้แทบทุกเรื่อง คุณภาพของการคุ้มครองจึงขึ้นอยู่กับว่าศาลจะตรวจเข้มแค่ไหน สอง การย้ายสิทธิไปเป็นหน้าที่ของรัฐอาจทำให้ประชาชนเรียกร้องได้น้อยลง (ดูบทถัดไป) สาม บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการเมือง โดยเฉพาะคดีตามมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… ทำให้เกิดคำถามว่าเส้นระหว่าง “การปกป้องระบอบ” กับ “การจำกัดการถกเถียง” อยู่ตรงไหน เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง (Khemthong Tonsakulrungruang) วิเคราะห์ไว้ว่าศาลค่อย ๆ ขยายบทบาทตนเองในความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549
เรื่องนี้ควรมองในภาพยาว ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับนับแต่ปี 2475 หมวดสิทธิเสรีภาพขยายและหดตามยุค ฉบับ 2540 เป็นจุดที่ขยายมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเกิดหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนกว้างขวาง ฉบับ 2550 และ 2560 เขียนขึ้นหลังรัฐประหาร บทเรียนคือ ตัวบทเป็นแค่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือองค์กรที่ตีความและบังคับใช้ ว่าได้รับความไว้วางใจจากคนทุกฝ่ายมากแค่ไหน
— Constitution Drafting Commission (2016–17); iLaw and other civil-society monitors; Khemthong Tonsakulrungruang
ตัวเลขที่ต้องจำในหมวด 3
| จำนวนมาตราในหมวด 3 มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… · มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… | 25 (มาตรา 25–49) |
| เหตุจำกัดเสรีภาพทั่วไปตามมาตรา 25 มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… | 3 |
| เงื่อนไขกลางของกฎหมายจำกัดสิทธิ มาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… | 5 |
| เหตุที่จำกัดการแสดงความคิดเห็นได้ มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาควา… | 4 |
| สิทธิของประชาชนต่อรัฐ (รู้–บอก–ฟ้อง) มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชกา… | 3 |
| อายุผู้สูงอายุที่รายได้ไม่พอยังชีพ มาตรา 48 สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครอง และช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ | เกิน 60 ปี / over 60 |
| อัยการสูงสุดไม่ดำเนินการภายใน แล้วยื่นตรงได้ มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ… | 15 วัน / 15 days |
| รัฐธรรมนูญไทยนับแต่ 2475 | 20 |
ทดสอบตัวเอง
กฎหมายฉบับใหม่ห้ามนาย ก. คนเดียวประกอบอาชีพทนายความ ผิดหลักข้อใด
หลักกฎหมายต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป ห้ามเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ตามมาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม… วรรคสอง
มาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าว ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นม…สิทธิที่รัฐธรรมนูญเขียนว่า “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” แต่สภายังไม่ออกกฎหมาย ใช้ได้หรือไม่
ใช้ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ… วรรคสอง
มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เช่นว่านั้นไม่กระทบกระ…การค้นบ้าน การจับกุม และการดักฟังโทรศัพท์ มีหลักร่วมกันอย่างไร
ต้องมีคำสั่งหรือหมายศาล หรือมีเหตุอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ…, 33, 36)
มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ การ… · มาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ · มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆ การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัต…รัฐจัดทางลาดและที่จอดรถเฉพาะให้คนพิการ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่
ไม่ใช่ เป็นมาตรการขจัดอุปสรรคตามมาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐก… วรรคสี่
มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐก…รัฐเวนคืนที่ดินแล้วไม่ได้ใช้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าของเดิมทำอะไรได้
ขอคืนได้ เจ้าของเดิมหรือทายาทที่ประสงค์จะได้คืนต้องได้คืน ตามมาตรา 37 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ห…
มาตรา 37 บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ห…ผู้ทราบว่ามีการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครอง ต้องยื่นต่อใครก่อน และเมื่อใดยื่นตรงต่อศาลได้
ยื่นต่ออัยการสูงสุดก่อน ถ้าอัยการไม่รับหรือไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ (มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ…)
มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการ…คนที่ถูกละเมิดสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองตามมาตราใด และมีเงื่อนไขอยู่ที่ไหน
มาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา 213 บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถ้ากฎหมายอาญาที่ใช้ลงโทษคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ คนที่ยังรับโทษอยู่จะเป็นอย่างไร
ถือว่าไม่เคยกระทำความผิดและให้ปล่อยตัว แต่เรียกค่าชดเชยไม่ได้ (มาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้…)
มาตรา 212 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้…- Constitution of the Kingdom of Thailand B.E. 2560 (2017), consolidated through the 2021 amendment, Thai text
- Khemthong Tonsakulrungruang, Entrenching the Minority: The Constitutional Court in Thailand's Political Conflict, 26 Washington International Law Journal 247 (2017)
- Constitutional Court of Thailand, Ruling No. 12/2555 (28 March 2012) on the Direct Sales and Direct Marketing Act B.E. 2545, s. 54
- Constitutional Court of Thailand, Ruling No. 18-22/2555 (2012) on petitions under s. 68 of the 2007 Constitution
- Constitutional Court of Thailand, Ruling No. 4/2563 (19 February 2020) on Criminal Code s. 301
- Constitutional Court of Thailand, Ruling No. 20/2564 (17 November 2021) on Civil and Commercial Code s. 1448
- Constitutional Court of Thailand, ruling of 10 November 2021 under section 49 (Arnon Nampa, Panupong Jadnok, Panusaya Sithijirawattanakul)
- Constitutional Court of Thailand, Ruling No. 3/2567 (31 January 2024) and dissolution ruling of 7 August 2024 (Move Forward Party)
- iLaw, reporting and analysis on Constitutional Court rulings 2020–2024 (ilaw.or.th)
- Reporting on the Map Ta Phut administrative court orders, 29 September and 2 December 2009 (Thai and English news of record)
คู่มือนี้เป็นสื่อการเรียน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ตัวบทภาษาไทยเป็นหลัก ข้อวิจารณ์เป็นความเห็นของผู้ที่ระบุชื่อ ไม่ใช่ข้อสรุปของแอป